นร.ไทยสร้างชื่อแข่งคณิตฯโอลิมปิก คว้า8เหรียญเงิน-ทองแดง

Pic_190564

นักเรียนไทยสร้างชื่อไกลคว้า 3 เหรียญเงิน 5 เหรียญทองแดง จากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกเอเชีย ระดับมัธยมศึกษา…

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้คัดเลือก และส่งผู้แทนนักเรียนไทยเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกเอเซีย ระดับมัธยมศึกษา Southeast  Mathematics Olympia 2011 (SMO) ระหว่างวันที่ 23 ก.ค.-1 ส.ค. 2554 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 12 คน  ผลปรากฏว่านักเรียน 8 คนสามารถคว้ารางวัลประเภทบุคคล เหรียญเงิน 3 เหรียญ ได้แก่ นายกฤตกร  กานติกูล โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฝ่ายมัธยม กรุงเทพมหานคร, นายปวีณ  ปิติมานะอารี โรงเรียนสาธิต มศว.ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร และนายธนัท  โกมลสิริภักดี โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังคว้าเหรียญทองแดง 5 เหรียญ ได้แก่  ด.ช.กรวัตน์  พฤกษานุศักดิ์ โรงเรียนแสงทองวิทยา จังหวัดสงขลา, นายพีระสิทธิ์ แซ่ลิ้ม โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา, นายณัฐนันท์ วัชรเกษมสินธุ์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร, นายธีรวัฒน์ ลิ่มลังการณ์ โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ และนายวรมนต ยมจินดา โรงเรียนสาธิต มศว.ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จากประเทศที่เข้าแข่งขัน 9 ประเทศ คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง มาเก๊า มองโกเลีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และไทย.


ที่มาไทยรัฐ

Share

ใช้อินฟราเรดสกัดน้ำมันปาล์ม มวลพลังสะอาดปราศจากมลพิษ

Pic_190493

ขั้นตอนการอบด้วยไมโครเวฟร่วมกับอินฟราเรด.

ประเทศไทย…ได้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันปาล์มอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง จากเหตุการณ์นี้มีผู้เดือดร้อนในทุกระดับภาคชั้นทุกสาขาอาชีพ…ย่อมแสดงให้เห็นว่าน้ำมันปาล์มมีความสำคัญกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขนาดไหน

การสกัดน้ำมันปาล์ม มีกรรมวิธีที่ซับซ้อนและน่าสนใจ เพราะกว่าจะได้น้ำมันปาล์มมาใช้ประโยชน์นั้น…ขั้นตอนหนึ่งที่เป็นปัจจัย สำคัญในกระบวนการที่มองข้ามไม่ได้คือ การทำให้เนื้อปาล์มสุกด้วยความร้อน และ การแยกเนื้อปาล์มออกจากกะลา เพื่อทำลาย เอนไซม์ไลเปส รวมทั้งลดการเกิด ไฮโดรไลซีส รวมทั้งป้องกันการแยกตัวของน้ำมันเป็น กรดไขมันกลีเซอรีน และ ลดปฏิกิริยาออกซิเดช่ัน ที่จะทำให้ น้ำมันปาล์มเกิดเหม็นหืน…!!

นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้เห็นถึงความสำคัญ จึงคิดค้นวิธีลดความชื้นผลปาล์มด้วย เครื่องอบไมโครเวฟ ร่วมกับ อินฟราเรด ขึ้น โดย ผศ.ดร.กลอยใจ เชยกลิ่นเทศ จากคณะเทคโนโลยีการเกษตร มทร.ธัญบุรี เปิดเผยว่า สำหรับ เทคโนโลยี เดิมเป็นการใช้ความร้อนจากไอน้ำเพื่อทำให้ผลปาล์มสุก แต่หลังจากสกัดน้ำมันจากเนื้อปาล์มแล้ว จะต้องไล่ความชื้นออกจากน้ำมันที่สกัดได้ อีกขั้นตอนหนึ่ง ทำให้ สูญเสียผลผลิต เสียเวลา เพิ่มค่าใช้จ่าย ใช้พลังงานสูง อีกทั้งยังทำให้มีน้ำเสียประมาณ 35–40 เปอร์เซ็นต์

alt="ผศ.ดร.กลอยใจ เชยกลิ่นเทศ" class="detail-image" />

ผศ.ดร.กลอยใจ เชยกลิ่นเทศ

ปัจจุบันได้พัฒนาการสกัดจากผลปาล์มแบบแห้ง เรียกว่า ระบบแห้งหีบรวม ซึ่งมีขั้นตอนในการอบผลปาล์มก่อนการสกัดน้ำมันเพื่อไล่ความชื้น ทำให้เนื้อปาล์มหลุดออกจากกะลาง่ายขึ้น และช่วยยับยั้ง เอนไซม์ไลเปส  วิธีการคือ  ใช้ความร้อนจาก แหล่งความร้อนต่างๆที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาที วิธีนี้ช่วยให้ได้น้ำมันปาล์มคุณภาพเกรดเอ มีความชื้น กรดไขมันต่ำ ไม่ต้องไล่ความชื้น ไม่มีน้ำเสีย และช่วยประหยัดพลังงาน

…ในการศึกษาวิจัย การนำเอาแหล่งพลังงาน อย่างไมโครเวฟและอินฟราเรด มาใช้เป็นแหล่งพลังงานความร้อน จึงมีจุดประสงค์ เพื่อ ประหยัดเวลาและพลังงานให้มากที่สุด อีกทั้งยังได้เนื้อปาล์มที่สุกพอดี  ทำให้สกัดน้ำมันคุณภาพเกรดเอ ได้ปริมาณมาก รวมทั้งสามารถ ลดมล ภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษ ได้อีกด้วย…

alt="ผลปาล์มที่ผ่านการอบ." class="detail-image" />

ผลปาล์มที่ผ่านการอบ.

ผศ.ดร.กลอยใจ บอกอีกว่า  ในการศึกษาและ ทดลองครั้งนี้ได้รับความร่วมมือและอนุเคราะห์จากหลายๆส่วน ไม่ว่าจะเป็นผลปาล์มที่ได้จาก สวน ปาล์มจังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือเครื่องอบผลผลิตทางการเกษตรด้วยไมโครเวฟร่วมกับอินฟราเรด จากบริษัทพรีม่าเอเชีย จำกัด ประเทศไทย จากผลการทดสอบวิเคราะห์พบว่า ระบบนี้ใช้เวลาในการลดความชื้นน้อย ทำให้เนื้อปาล์มล่อนจากกะลาได้ง่าย อัตราการลดความชื้นก็คงที่ สม่ำเสมอตลอดเวลา 21 นาทีที่ผ่านเข้าระบบ ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงมาก เมื่อคำนวณค่าใช้จ่ายพบว่า สามารถประหยัดพลังงานได้ 4–5 เท่าเมื่อเทียบกับการลดความชื้นโดยวิธีใช้ลมร้อน หรือจากฮีตเตอร์

นับว่าเป็นการค้นพบที่จะนำไปสู่การพัฒนา การผลิตน้ำมันปาล์มที่มีประสิทธิภาพ ออกมาใช้ในโอกาสต่อไปได้ดีและยอดเยี่ยมทีเดียว ทั้งนี้หากผู้ใดที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีลดความชื้นของผลปาล์ม สามารถกริ๊ง กร๊างถาม ผศ.ดร.กลอยใจ ที่ 08-1491-3894 ส่วนเทคโนโลยีการอบพืชและผลผลิตทางการเกษตรด้วย ไมโครเวฟร่วมกับอินฟราเรด คลิกไปที่ E–mail: chaiwat_chok@yahoo.com

 

ไชยรัตน์   ส้มฉุน


ที่มาไทยรัฐ

Share

เชียร์ “ยิ่งลักษณ์” นั่งควบคุม พม.

Pic_190595

เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก เชียร์ “ยิ่งลักษณ์” ดำรงตำแหน่งรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้ยังไม่เห็นใครที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้…

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก เปิดเผยถึงบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ว่า เท่าที่ดูบุคคลในพรรคไทยรักไทยยังไม่เห็นใครที่เหมาะสมกับตำแหน่ง รมว.พม. อีกทั้งไม่มีใครพูดถึง พม.มีแต่คาดหมาย หรือพูดถึงแต่บุคคลที่จะไปดำรงตำแหน่งในกระทรวงใหญ่ๆ มอง พม.เป็นเพียงกระทรวงเล็กๆ ที่ให้ใครมานั่งก็ได้ ทั้งที่กระทรวงด้านสังคมเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ เพราะหากพื้นฐานสังคมไม่ดีมีปัญหาก็จะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง แต่นักการเมืองมักจะมองแต่ผลประโยชน์เป็นหลัก หากมองสังคมเป็นหลักก็ต้องให้ความสำคัญอยากมานั่ง พม. อย่างไรก็ตาม ตนเชียร์ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี นั่งควบกระทรวง พม.  เพราะโดยบุคลิกความเป็นผู้หญิงมีความหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมาดูแลงานด้านสังคม เพราะ พม.มีภารกิจในการดูแลทั้งเด็ก เยาวชน คนด้อยโอกาส รวมถึงการสร้างความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย จึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่ผู้นำประเทศซึ่งเป็นผู้หญิงจะมานั่งดูแลงานนี้เอง.


ที่มาไทยรัฐ

Share

ชี้ร.ร.ไม่ปฏิบัติตามวัดหนองจอก เลิกสัญญาเช่าได้

Pic_190596

เสถียร วิพรมหา

ชี้ ร.ร.ไม่ปฏิบัติตามกฎโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก ที่ให้นักเรียนหญิงสามารถคลุมฮิญาบเข้าเรียน ชี้วัดหนองจอก เลิกสัญญาเช่าได้…

กรณีที่มีการเรียกร้องจากกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ ให้นักเรียนหญิงชาวมุสลิมที่โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก สามารถคลุมฮิญาบเข้าเรียนได้ จนเกิดเป็นปัญหาความขัดแย้งขึ้น ขณะเดียวกันทางพระครูบวรคุณาธาร เจ้าอาวาสวัดหนองจอก ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อทำหน้าที่แทนเจ้าอาวาสในการดำเนินการแก้ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว

โดยมีพระวิเชียรคุณาธาร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เจ้าคณะเขตหนองจอก เป็นประธานคณะกรรมการนั้น นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า  เกี่ยวกับเรื่องนี้ทางพระครูบวรคุณาธาร เจ้าอาวาสวัดหนองจอก ได้ทำหนังสือหารือเรื่องดังกล่าวมาที่ พศ.ด้วย ซึ่งตนได้ทำหนังสือรายงานพระครูบวรคุณาธารไปแล้วว่า กรณีที่เกิดขึ้นหากทางวัดมีมติที่จะดำเนินการใดๆ แล้วทางโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกไม่ปฏิบัติตาม ก็จะถือว่าโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกในฐานะผู้ที่เช่าที่วัดหนองจอกไม่ปฏิบัติตามระเบียบ และเจ้าอาวาสวัดหนองจอกมีอำนาจสามารถบอกเลิกสัญญาเช่าได้ เพราะหากผู้เช่าไม่ทำตามเงื่อนไขของผู้ให้เช่า วัดหนองจอกในฐานะเป็นผู้ที่ให้โรงเรียนมัธยม วัดหนองจอกเช่าที่จะมีสิทธิ์ที่จะบอกเลิกสัญญาเช่าได้

ด้านนายเสถียร วิพรมหา เลขาธิการองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กล่าวว่า วัดเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสมีอำนาจในการกำหนดแนวทางปฏิบัติได้ ขณะเดียวกันที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ก็เคยมีมติที่สอดคล้องกันมาแล้วกับแนวทางของวัดหนองจอก ทั้งนี้  เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย อย่างไรก็ตามสำหรับปัญหาดังกล่าวหากมีการแก้ปัญหาไม่ถูกต้องแล้วตนเกรงว่าปัญหาจะบานปลายได้  เพราะกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องนั้นมีเจตนาไม่ดีในการทำให้เกิดความขัดแย้ง  ทั้งที่สังคมในพื้นที่ดังกล่าวมีการอยู่ร่วมกันมานานไม่เคยเกิดปัญหาในลักษณะนี้มาก่อน.


ที่มาไทยรัฐ

Share

คนเมืองหนาวสมองใหญ่่ แต่ไม่ได้่เก่ียวกับมีสติปัญญาเหนือกว่า

Pic_190502

มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดพบในการศึกษาว่า ธรรมชาติสร้างให้คนที่อยู่ในเขตที่มีฤดูหนาวยาวนาน และอากาศมืดครึ้ม มีสมองโตและลูกตาใหญ่ แต่ไม่ใช่สมองโตจะต้องฉลาดกว่าคนอื่น

คณะนักวิทยาศาสตร์แจ้งผลการศึกษาในวารสาร “จดหมายเหตุราชสมาคมชีววิทยา” ว่า ได้ศึกษาโดยวัดขนาดกระบอกตาและปริมาตรสมองของผู้คนชาติต่างๆ ข้ามโลก และได้ทำแผนผังตามตำแหน่งเส้นรุ้งของโลกขึ้น

หัวหน้าผู้เรียบเรียงรายงานกล่าวว่า “เราพบว่ามีความเกี่ยวพันระหว่างตำแหน่งของเส้นรุ้งกับขนาดของกระบอกตาและปริมาตรโพรงกะโหลกศีรษะของผู้คนอันเชื่อถือได้ ชาวสแกนดิเนเวียมีโพรงกะโหลกศีรษะโตที่สุด และของชาวเกาะไมโครนีเซียจะเล็กกว่าเพื่อน”

เราพบว่า “เมื่อเราขึ้นเหนือ หรือลงต่ำกว่าเส้นศูนย์สูตรไป ปริมาณแดดบนพื้นผิวโลกจะน้อยลง และวันในฤดูหนาวก็จะสั้ั้นลง พอระดับแสงน้อยลง กระบอกตาก็จะโตขึ้น ซึ่งแสดงว่าลูกตาก็เริ่มโตขึ้น ขนาดสมองก็ใหญ่ขึ้น เพราะพบว่าโพรงกะโหลกศีรษะก็พลอยโตขึ้นด้วย”

รายงานกล่าวว่า “เราได้อ้างเหตุผลยืนยันไว้ว่า การมีสมองโตกว่าของคนตามเส้นรุ้งบนๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ฉลาดกว่า หากแต่การที่มีลูกตาใหญ่กว่าและสมองโตกว่า ก็เพื่อช่วยให้มองเห็นในถิ่นที่อยู่อาศัยได้ดีเท่านั้น”.


ที่มาไทยรัฐ

Share

พท.แจงแท็บเล็ต แค่ตัวช่วย-ฟื้นกรอ.

Pic_190600

พท.แจงนโยบายแจกแท็บเล็ตนักเรียน ป.1 เป็นตัวช่วยให้พัฒนาการด้านการอ่านออกเขียนของเด็ก…

ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ผู้จัดทำนโยบายการศึกษา พรรคเพื่อไทย ชี้แจงกรณีหลายฝ่ายแสดงความห่วงใยนโยบายแจกแท็บเล็ตนักเรียน ป.1 ซึ่งจะส่งผลให้พัฒนาการด้านการอ่านออกเขียนได้ของเด็กวัยนี้ลดลงว่า แท็บเล็ตเป็นเพียงองค์ประกอบที่เข้ามาเพิ่มเติมการเรียนรู้ของเด็ก อย่าคิดว่าแจกแท็บเล็ต แล้วชีวิตเด็กจะขึ้นกับแท็บเล็ตอย่างเดียว ครูยังเป็นปัจจัยสำคัญอยู่เช่นเดิม เด็กต้องฝึกการอ่านและเขียนตามวัยเช่นเดิม แต่แท็บเล็ตทำให้เด็กเข้าถึงข้อมูลได้เร็วและตลอดเวลา ส่วนที่แจกเด็ก ป.1 เพราะทีมวิชาการของพรรคเพื่อไทยทดลองในพื้นที่ จ.เชียงใหม่แล้วในเด็กหลายชั้น และเห็นว่าสัมฤทธิผลที่เกิดกับเด็ก ป.1 น่าสนใจ ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองของต่างประเทศที่เด็กเล็กมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ ทั้งนี้ มีข้อเสนอในพรรคด้วยว่า ควรดำเนินการนโยบายนี้ให้เห็นผลโดยเร็ว โดยแจกชั้น ป.1, ป.4, ม.1 และ ม.4 ซึ่งจะใช้เวลา 3 ปีก็จะครบถ้วน ซึ่งขณะนี้เป็นที่แน่นอนว่าแจกเด็ก ป.1 เพราะต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจริงๆ ตั้งแต่เด็กเล็ก ส่วนชั้นอื่นๆกำลังพิจารณาทั้งงบประมาณและหลักวิชาการ

ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพนั้น คงต้องมีการหารือกับนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกันยาว โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรงบประมาณสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ส่วนการปรับปรุงการกู้ยืมเงินของนักเรียนนักศึกษานั้น ทางพรรคจะนำกองทุนเงินกู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต หรือ กรอ.กลับมาแน่นอน โดยเฉพาะการคืนเงินกู้ยืมจะใช้หลักของ กรอ.ในการคืนเงินเมื่อมีเงินรายได้ถึงระดับที่เสียภาษีเงินได้ก่อน แล้วจึงหักภาษี ณ ที่จ่าย.


ที่มาไทยรัฐ

Share

ฮอร์โมนเพศชาย ต่อสู้กับเช้ือโรคอันตรายต่างๆ ได้ดีกว่า

Pic_190499

อาจารย์เภสัชกรรมเยอรมันได้พบว่า ผู้ชายนับว่ามีบุญ ที่ได้ฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน ที่มีอิทธิฤทธิ์คุ้มกันโรคได้ดีกว่าของผู้หญิง
การเกิดการอักเสบเป็นการแสดงการต่อสู้กับเชื้อที่เป็นภัย อย่างเช่น แบคทีเรีย เชื้อโรค และจุลชีพต่างๆ ของร่างกาย

ศาสตราจารย์โอลิเวอร์ เวร์ซ มหาวิทยาลัยเฟรเดอริก ซิลเลอร์ เยนา กล่าวว่า  ผู้หญิงจะป่วยเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคสะเก็ดเงิน หรือโรคหืดมากกว่าผู้ชาย ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้กันมานานแล้ว เพียงแต่ว่าไม่รู้เหตุผลเป็นส่วนใหญ่

“โดยการวิเคราะห์ทำมาหลายครั้ง เราได้พบว่า เซลล์ของชายกับหญิง แสดงปฏิกิริยาตอบโต้เชื้อผิดกัน  ฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน มีบทบาทอย่างสำคัญในการควบคุมการตอบโต้ของภูมิคุ้มโรค ในขณะที่ได้พบว่าเซลล์ภูมิคุ้มโรคของสตรีบางอย่าง กลับสร้างสารหนุนการอักเสบสูงยิ่งกว่าของผู้ชายเกือบ 2 เท่า”.


ที่มาไทยรัฐ

Share

คลอดเกณฑ์ใหม่ย้ายผู้บริหารสถานศึกษา

Pic_190597

คลอดเกณฑ์ใหม่ย้ายผู้บริหารสถานศึกษาร.ร.คุณภาพ-วัตถุประสงค์พิเศษส่วนกลางกลั่นกรอง ยื่นคำร้อง 9 ส.ค.นี้…

นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ก.ค.ศ.มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ใหม่ ดังนี้ จัดประเภทของสถานศึกษาเป็น 4 ประเภท ได้แก่ สถาน ศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษและสถานศึกษาคุณภาพพิเศษ เห็นควรกำหนดขนาดของสถานศึกษา 4 ขนาดตามเดิมคือ ขนาดเล็ก มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 499 คนลงมา ขนาดกลาง 500-1,499 คน ขนาดใหญ่ 1,500-2,499 คนและขนาดใหญ่พิเศษ ตั้งแต่ 2,500 คนขึ้นไป ซึ่งที่ประชุมไม่ตัดขนาดออกจากหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายเพราะเห็นว่าการกำหนดขนาดไว้ยังมีความจำเป็นอยู่ แต่ได้เปิดช่องให้ผู้บริหารสถานศึกษาย้ายข้ามขนาดได้ อาทิขนาดเล็กย้ายข้ามไปสถานศึกษาขนาดใหญ่ หรือขนาดกลางไปขนาดใหญ่พิเศษได้ แต่ต้องมีเหตุผลจำเป็น

เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวอีกว่า ส่วนการขอย้ายกำหนดเป็น 1. กรณีปกติคือ ย้ายตามคู่สมรส ดูแลบิดามารดา กลับภูมิลำเนา 2. กรณีย้ายกรณีพิเศษ จะเป็นการย้ายเพราะเจ็บป่วยร้ายแรง ถูกคุกคามต่อชีวิตและย้ายเพื่อดูแลบิดามารดาหรือคู่สมรสที่เจ็บป่วยร้ายแรง 3. การย้ายกรณีเพื่อประโยชน์ของราชการเพื่อแก้ปัญหาการบริหารจัดการ การย้ายเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และ 4. ย้ายเพื่อดำรงตำแหน่งสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ และสถานศึกษาคุณภาพพิเศษ ทั้งนี้ จะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง การย้ายผู้บริหารสถานศึกษาในระดับเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาซึ่งมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นประธานจะทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม ศึกษา(สพม.) นอกจากนี้ จะให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ มีรองเลขาธิการ กพฐ.ที่ได้รับมอบ หมายเป็นประธาน

เลขาธิการก.ค.ศ.กล่าวด้วยว่า สำหรับการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษและสถานศึกษาคุณภาพพิเศษ จะมีคณะกรรมการกลั่นกรองการย้าย โดยมีเลขาธิการ กพฐ.เป็นประธาน ทำหน้าที่กลั่นกรองรายชื่อเสนอให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณา ซึ่งอาจจะเห็นชอบตามที่เสนอหรือไม่ก็ได้  แต่ก็ต้องมีเหตุผลหากไม่ดำเนินการแต่งตั้งตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองเสนอ ทั้งนี้ สำหรับรายชื่อโรงเรียนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษและสถานศึกษาคุณภาพพิเศษนั้น สพฐ.จะต้องเสนอให้ที่ประชุม กพฐ.เห็นชอบ จากนั้นจึงประกาศรายชื่อโรงเรียนภายในวันที่ 8 ส.ค.นี้  อย่างไรก็ตาม สำหรับปฏิทินการย้ายประจำปี 2554 จะให้ยื่นคำร้องขอย้ายระหว่างวันที่ 9-19 ส.ค.นี้.


ที่มาไทยรัฐ

Share

สร้างตูบเรืองแสง ใช้หายารักษาโรคสมองเส่ือมของคน

Pic_190497

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์เมืองโสม ได้ใช้เทคนิคในการโคลนนิ่ง สร้างน้องหมาเรืองแสงขึ้น เพื่อใช้หาวิธีบำบัดรักษาโรคของมนุษย์ อย่างเช่นโรคสมองเสื่อมและอัมพาตแบบสั่น

ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยโซลแห่งชาติ ได้เพาะสุนัขพันธุ์บีเกิล ที่ตัดแต่งกรรมพันธุ์ มันจะเปล่งแสงเรือง เมื่อโดนแสงอัลตราไวโอเลตหลังจากที่ให้กินยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซไคลน์ด้วย พอต้องการแปลงมันเป็นตูบวิเศษ ก็เพียงแต่ให้มันกินยาเท่านั้น

นักวิจัยลี ไบออง ได้เปิดเผยว่า “การสร้างสุนัขเรืองแสง นับเป็นการเปิดศักราชขึ้นใหม่ ด้วยเหตุว่า ยีนทำให้เรืองแสงที่ฉีดให้มันนั้น อาจจะเปลี่ยนเป็นยีนที่ทำให้มนุษย์เกิดโรคชนิดต่างๆ แทนได้ เพราะคนกับหมามีโรคอย่างเดียวกันถึง 268 อย่าง”.


ที่มาไทยรัฐ

Share

อย.ฟันเครื่องสำอางไม่แสดงเลขที่โทษทั้งจำ-ปรับ

Pic_190747

อย.ฟันเครื่องสำอางไม่แสดงเลขที่ใบจดแจ้งบนฉลาก 14 ก.ย.นี้ ฝ่าฝืนเข้าข่ายแสดงฉลากไม่ครบถ้วน โทษสูงสุดปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 6 เดือน…

เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ประกาศคณะกรรมการเครื่องสำอาง เรื่อง ฉลากของเครื่องสำอาง ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2554 และจะมีผลบังคับหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา 180 วัน ซึ่งเท่ากับประกาศฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2554 เป็นต้น โดยประกาศนี้กำหนดให้เครื่องสำอางทุกชนิด จะต้องมีเลขที่ใบจดแจ้งบนฉลากด้วย นอกเหนือจากเดิมที่จะต้องมีเพียงชื่อเครื่องสำอางและชื่อทางการค้าประเภทหรือชนิดของเครื่องสำอาง ชื่อของสารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง วิธีใช้เครื่องสำอาง ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้า และชื่อผู้ผลิตและประเทศที่ผลิต ปริมาณสุทธิ เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต เดือน ปีที่ผลิต เดือน ปีที่หมดอายุ และคำเตือนเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่ออนามัยของบุคคล(ถ้ามี)

“ประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้กับเครื่องสำอางที่ทำการผลิตตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2554 เป็นต้นไป ดังนั้น เครื่องสำอางที่ผลิตก่อนวันดังกล่าว แม้จะยังวางขายอยู่หลังวันที่ 14 กันยายนก็ไม่ถือว่าทำความผิด ไม่ต้องเรียกเก็บคืนจากท้องตลาด สามารถขายต่อไปได้ แต่หากผลิตหลังวันที่ 14 กันยายนแต่ไม่มีเลขที่ใบจดแจ้ง ถือว่ามีความผิด ฐานแสดงฉลากเครื่องสำอางไม่ครบถ้วน ตามรูปแบบฉลากบังคับ มีความตามพรบ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2535 ต้องระวางโทษสูงสุด ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ” ภญ.ศรีนวล กล่าว

ภญ.ยุพา เตียงธวัช ผู้อำนวยการกลุ่มควบคุมเครื่องสำอาง อย. กล่าวว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การกำหนดเครื่องสำอางควบคุม ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2551 กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทุกชนิดเป็นเครื่องสำอางควบคุม เพราะฉะนั้น เครื่องสำอางทุกชนิดจะต้องแสดงฉลากของเครื่องสำอางและระบุเลขที่ใบจดแจ้ง ซึ่งเลขที่ใบจดแจ้ง คือ เลข 10 หลักที่ออกให้โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แต่ไม่ได้อยู่ในเครื่องหมาย อย. เป็นที่แสดงถึงจังหวัดที่ผลิต ประเภทของเครื่องสำอาง ปีที่จดแจ้งและเลขที่จดแจ้ง ซึ่งเลขที่ใบจดแจ้งนี้จะทำให้เกิดความสะดวก รวดเร็วและแม่นยำ ในการสื่อสารและสืบค้นจากฐานข้อมูล อย. ในกรณีที่ผู้บริโภคเกิดผลกระทบหรือปัญหาจากการใช้เครื่องสำอางชนิดนั้นๆ เพื่อที่จะได้ดำเนินการตรวสอบและดำเนินการตามกฎหมายได้รวดเร็ว.


ที่มาไทยรัฐ

Share